ข้ามไปยังเนื้อหา
Areeya Accounting and Law Co., Ltd.
#ภาษี#ร้านอาหาร#SME#กรุงเทพ

ร้านอาหารในกรุงเทพ กับภาษีที่มักลืม — สรุปสิ่งที่เจ้าของร้านต้องรู้

สรุปภาษีสำคัญสำหรับร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่เจ้าของร้านมักลืม ตั้งแต่ภาษีป้าย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง VAT หัก ณ ที่จ่าย ไปจนถึงประกันสังคม พร้อมแนวทางจัดการให้ถูกต้อง ไม่ให้เจอค่าปรับย้อนหลัง

ร้านอาหารในกรุงเทพ กับภาษีที่มักลืม — สรุปสิ่งที่เจ้าของร้านต้องรู้

ธุรกิจร้านอาหารในกรุงเทพมหานครเป็นตลาดใหญ่และแข่งขันสูง เจ้าของร้านหลายคนโฟกัสกับเมนู วัตถุดิบ และลูกค้ามากจนลืมเรื่องภาษีที่ซ่อนอยู่รอบ ๆ ธุรกิจ บทความนี้สรุป 6 ภาษีที่ร้านอาหารไม่ควรมองข้าม เพื่อไม่ให้เสียค่าปรับย้อนหลังหรือเจอปัญหากับกรมสรรพากรและสำนักงานเขตในภายหลัง

1. ภาษีป้าย — ภาษีที่หลายร้านลืม

หากร้านมีป้ายชื่อ ป้ายหน้าร้าน หรือป้ายโฆษณาติดตั้งถาวร ไม่ว่าจะเป็นป้ายไฟ ป้ายสติกเกอร์ หรือป้ายเหล็ก ต้องชำระภาษีป้ายปีละ 1 ครั้ง กับสำนักงานเขตที่ร้านตั้งอยู่ ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย อัตราขึ้นอยู่กับขนาด ลักษณะของตัวอักษร และภาษาที่ใช้บนป้าย

ยื่นแบบชำระภาษีภายในเดือนมีนาคมของทุกปี หากยื่นล่าช้าจะถูกเงินเพิ่ม 10% ของภาษีที่ต้องชำระ

2. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ถ้าเจ้าของร้านเป็นเจ้าของอาคารหรือที่ดินที่ใช้ประกอบกิจการ ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประเภท “พาณิชยกรรม” ซึ่งอัตราสูงกว่าที่อยู่อาศัย

ในกรุงเทพฯ หน่วยงานจัดเก็บคือสำนักงานเขต โดยต้องชำระภายในเดือนเมษายนของทุกปี กรณีเช่าพื้นที่ ผู้เช่าไม่ต้องรับภาระตรงนี้ — แต่ควรตรวจสัญญาเช่าให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ

3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

หากยอดขายร้านอาหารเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ยอดขายเกิน

หลังจดทะเบียนแล้วต้อง:

  • ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า (รวมถึงลูกค้ารายย่อยที่ร้องขอ)
  • ยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นไม่มียอดขาย
  • แยกภาษีซื้อและภาษีขาย บันทึกบัญชีให้ถูกต้อง

ร้านอาหาร SME หลายร้านพลาดตรงนี้เพราะยอดขายรวมหลายสาขา รวมกับยอดจากแพลตฟอร์ม delivery และ pre-order ออนไลน์ รวมกันเกิน 1.8 ล้านโดยไม่รู้ตัว

4. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

เมื่อร้านจ่ายค่าเช่าพื้นที่ ค่าโฆษณา ค่าจ้างบริการ (ที่ปรึกษา การตลาด ทำความสะอาด รักษาความปลอดภัย ฯลฯ) ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ผ่านแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53

หากไม่หักไว้ ร้านจะต้องรับภาระแทน และยังถูกเงินเพิ่มอีกด้วย

5. ภาษีสรรพสามิต (สำหรับร้านที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์)

ร้านอาหารที่จำหน่ายสุรา เบียร์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องมีใบอนุญาตขายสุรา จากกรมสรรพสามิต และเสียภาษีตามประเภทเครื่องดื่ม

จุดที่ร้านมักพลาด: ใช้ใบอนุญาตประเภทที่ 4 (ขายปลีก) ในขณะที่ควรเป็นประเภทที่ 3 (ขายปลีกเพื่อบริโภคในสถานที่) ตรวจสอบให้ถูกประเภทก่อนเปิดกิจการ — ใบอนุญาตผิดประเภทมีโทษทั้งปรับและเพิกถอน

6. ประกันสังคมและภาษีเงินได้พนักงาน

ทันทีที่ร้านมีพนักงานประจำตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้อง:

  • ขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้างกับสำนักงานประกันสังคม
  • หักเงินสมทบประกันสังคม 5% ของค่าจ้าง และนายจ้างสมทบเพิ่มอีก 5% นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  • หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของพนักงาน (ถ้ามี) และยื่น ภ.ง.ด.1 รายเดือน รวมถึง ภ.ง.ด.1ก สรุปรายปี

วางระบบให้ร้านเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ

ร้านอาหารในกรุงเทพฯ มีจุดสัมผัสกับภาษีมากกว่าธุรกิจประเภทอื่น เพราะมีทั้งพื้นที่ ป้าย พนักงาน วัตถุดิบ ใบอนุญาต และรายการจ่ายเงินหลากหลายประเภท การวางระบบบัญชีและภาษีให้เป็นระเบียบตั้งแต่วันแรก จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้เจ้าของร้านโฟกัสกับการสร้างแบรนด์ได้เต็มที่

หากต้องการคำปรึกษาเรื่องงานด้านภาษีสำหรับร้านอาหาร หรือบริการทำบัญชีแบบครบวงจร ติดต่อเราได้ที่นี่ ยินดีให้คำแนะนำเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย